เพราะใบหน้าที่ “น่าเกลียด” ของฉัน ทั้งพ่อแม่และเพื่อนๆ ไม่เคยรักฉันเลย — แต่วันหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งพูดบางอย่างที่หัวใจของฉันแทบรับไม่ไหว․․․

เรื่องราวชีวิต

เพราะใบหน้าที่ “น่าเกลียด” ของฉัน ทั้งพ่อแม่และเพื่อนๆ ไม่เคยรักฉันเลย — แต่วันหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งพูดบางอย่างที่หัวใจของฉันแทบรับไม่ไหว․․․💔

Emily Carter เรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็กมากว่าผู้คนมองเธอแตกต่างจากคนอื่น

เธอเกิดมาพร้อมความผิดปกติที่เห็นได้ชัดบริเวณใบหน้าและขากรรไกร ซึ่งส่งผลต่อการเรียงตัวของฟันและทำให้เธอออกเสียงบางคำได้ไม่ชัดเจน พอถึงวันที่เธอเริ่มเข้าโรงเรียน Emily ก็เรียนรู้ที่จะใช้มือปิดปากเวลาหัวเราะไปแล้ว

แต่โรงเรียนไม่ใช่สถานที่ที่สอนให้ Emily เชื่อว่าเธอน่าเกลียด

บ้านต่างหาก

แม่พาเธอไปหาหมอ ซื้อเสื้อผ้าให้ และคอยดูให้มีอาหารอยู่บนโต๊ะเสมอ แต่ทุกอย่างกลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่มากกว่าความรัก

แม่ไม่เคยจูบหน้าผาก Emily โดยไม่มีเหตุผล และแทบไม่เคยกอดเธอ เพราะแม้แต่การสัมผัสลูกสาวของตัวเองก็ดูเหมือนจะทำให้แม่รู้สึกไม่สบายใจ

พ่อของเธอยิ่งเลวร้ายกว่า แต่เป็นความเลวร้ายที่เงียบกว่า

ทุกครั้งที่ Clara น้องสาวของ Emily ใส่ชุดใหม่ พ่อจะยิ้มและบอกเธอว่าสวยมาก

Emily อาจยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว แต่พ่อแทบไม่มองเธอเลย

ตอน Emily อายุแปดขวบ ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้าพอที่จะถามเขา

“พ่อคะ… หนูก็สวยเหมือนกันไหม?”

พ่อจ้องใบหน้าของเธออยู่นานหลายวินาที

จากนั้นก็หันหน้าหนี

“ไปทำการบ้านให้เสร็จ”

Emily จำความเงียบนั้นได้นานกว่าคำพูดส่วนใหญ่ที่ใครเคยพูดกับเธอ

โรงเรียนเพียงแต่ยืนยันสิ่งที่เธอเริ่มเชื่อจากที่บ้าน

เด็กๆ จ้องขากรรไกรของเธอ เลียนแบบวิธีที่เธอออกเสียงบางคำ และหัวเราะทุกครั้งที่เธอต้องอ่านออกเสียงหน้าชั้น

แต่มีคำหนึ่งที่พวกเขาใช้บ่อยกว่าคำอื่น

น่าเกลียด

บ่ายวันหนึ่ง เด็กผู้หญิงสองคนขอให้ Emily ยิ้มเพื่อถ่ายรูป

เธอไม่รู้ว่าพวกนั้นตั้งใจแกล้ง จึงยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่ทำได้

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งมองรูปแล้วหัวเราะ

“เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าเธอน่าเกลียด”

ทุกคนรอบข้างหัวเราะตาม

หลังจากวันนั้น Emily ก็ไม่เคยยิ้มจนเห็นฟันอีกเลย

อีกครั้งหนึ่ง เด็กผู้ชายคนหนึ่งมองตรงมาที่เธอระหว่างกินข้าวกลางวัน แล้วถามเสียงดังว่า

“ทำไมเธอถึงน่าเกลียดขนาดนั้น?”

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่คำถามด้วยซ้ำ

แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ดังตามมา ราวกับว่า Emily นั่งอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยินทุกคำ

ในที่สุด ก็ไม่มีใครต้องเรียกเธอว่าน่าเกลียดอีกต่อไป

เพราะ Emily เริ่มทำหน้าที่นั้นแทนพวกเขาเอง

ทุกครั้งที่มองกระจก

ทุกครั้งที่ลองชุดใหม่

ทุกครั้งที่มีใครยกกล้องขึ้นมา

คำเดิมก็จะดังขึ้นในหัวของเธอ

น่าเกลียด

หากผู้ชายคนไหนมองเธอนานกว่าสองสามวินาที เธอไม่เคยคิดว่าเขาอาจสนใจเธอ

ความคิดแรกของเธอคือ

เขาสังเกตเห็นแล้วว่าฉันน่าเกลียดแค่ไหน

วันเกิดของเธอก็เป็นอีกสิ่งที่ย้ำเตือนว่าเธอได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากน้องสาวเพียงใด

Clara มีเค้ก ลูกโป่ง เพื่อนๆ และรูปถ่ายหลายร้อยรูป

แต่ในวันเกิดของ Emily แม่มักจะวางซองเงินไว้บนโต๊ะในครัว

“ไปซื้อของที่จำเป็นให้ตัวเองนะ”

Emily ขอบคุณเสมอ

เธอเก่งมากในการรู้สึกขอบคุณกับสิ่งเล็กน้อยที่สุด

เมื่ออายุยี่สิบเจ็ด Emily สร้างชีวิตทั้งชีวิตขึ้นมาบนความคิดว่า เธอจะไม่มีวันขอให้ใครเลือกเธอ

เธอทำงานอยู่ในร้านหนังสือเล็กๆ ที่มีคาเฟ่อยู่ด้านใน ส่วนใหญ่จะจัดสินค้าและเตรียมออเดอร์อยู่หลังร้าน เพราะเธอรู้สึกประหม่าเมื่อต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า

เธอไม่เคยมีความสัมพันธ์จริงจัง

เวลาที่เพื่อนถามว่าทำไมไม่ออกเดต เธอก็จะหัวเราะแล้วบอกว่าเธอชอบอยู่คนเดียว

แต่นั่นไม่จริงเลย

Emily อยากได้รับความรักอย่างมาก

เธอเพียงแต่เชื่อว่าคนแบบเธออาจถูกยอมรับ ช่วยเหลือ หรือสงสารได้

แต่ไม่มีวันถูกรักจริงๆ

จนกระทั่งหญิงสูงวัยคนหนึ่งชื่อ Margaret เริ่มมาที่คาเฟ่

วันแรก เธอสั่งชาและเจาะจงขอให้ Emily เป็นคนนำมาเสิร์ฟ

Emily คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

วันต่อมา Margaret กลับมาและถามหาเธออีก

จากนั้นวันถัดไป

และวันถัดไปอีก

หลังจากเกือบสองสัปดาห์ Emily ก็เดินไปที่โต๊ะของเธอแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มเขินๆ ว่า

“คุณไม่จำเป็นต้องขอให้ฉันมาบริการทุกครั้งก็ได้นะคะ คนอื่นพูดชัดกว่าฉัน”

Margaret เงยหน้ามองเธอ

“ฉันไม่ได้ถามหาคนอื่น”

Emily ไม่รู้จะตอบอย่างไร

Margaret ไม่เคยจ้องใบหน้าของเธอ

ไม่เคยโน้มตัวเข้ามาใกล้เวลาที่ Emily พูดคำไหนลำบาก

เธอเพียงแค่ฟังจน Emily พูดจบ

แค่นั้นก็ทำให้ Emily รู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก

แล้วบ่ายวันหนึ่ง Margaret เดินเข้ามาพร้อมกล่องของขวัญเล็กๆ

เธอวางมันลงบนโต๊ะระหว่างพวกเขา

“นี่สำหรับเธอ”

Emily ขมวดคิ้ว

“สำหรับฉันเหรอคะ?”

“พรุ่งนี้วันเกิดเธอ”

รอยยิ้มของ Emily หายไปทันที

เธอไม่เคยบอก Margaret ว่าวันเกิดของเธอคือวันไหน

“คุณรู้ได้ยังไง?”

เป็นครั้งแรกตั้งแต่พวกเขารู้จักกัน Margaret ดูประหม่า

เธอค่อยๆ เปิดกระเป๋าถือ แล้วหยิบรูปถ่ายเก่าๆ ออกมา

Emily รับมันไป

ในภาพมีทารกแรกเกิดนอนอยู่ใต้ผ้าห่มของโรงพยาบาล

รูปทรงของขากรรไกรเด็กคนนั้นชัดเจนเกินกว่าจะจำผิด

Emily จ้องรูปนั้น แล้วพลิกด้านหลัง

ด้านหลังมีข้อความเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินที่ซีดจางว่า

Emily Carter — 18 กรกฎาคม 1999

มือของเธอเริ่มสั่น

“คุณได้รูปนี้มาจากไหน?”

Margaret ไม่ตอบทันที

แต่กลับหยิบซองจดหมายสีเหลืองเก่าๆ ออกจากกระเป๋าแล้ววางไว้ข้างรูปถ่าย

Emily จำลายมือได้ก่อนจะทันอ่านชื่อเสียอีก

มันคือลายมือของแม่เธอ

ซองนั้นไม่เคยถูกเปิด

ด้านหน้าซอง แม่ของเธอเขียนว่า

ถึง Margaret กรุณาทำลายสิ่งนี้ก่อนที่ Emily จะโตพอที่จะเข้าใจ

Emily รู้สึกเหมือนมีบางอย่างจมลงในอก

เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้น

“คุณเป็นใคร?”

ดวงตาของ Margaret เต็มไปด้วยน้ำตา

“ฉันอยู่ที่นั่นตอนที่เธอเกิด”

Emily จ้องเธอ

Margaret เลื่อนซองจดหมายเข้ามาใกล้

“พ่อแม่ของเธอบังคับให้ฉันสัญญาว่าจะไม่ตามหาเธอ”

Emily แทบหายใจไม่ออก

“ทำไม?”

Margaret มองออกไปทางหน้าต่างคาเฟ่ ก่อนจะหันกลับมามอง Emily

“เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่พ่อของเธอเห็นหน้าเธอเป็นครั้งแรก”

นิ้วของ Emily กำซองแน่นขึ้น

ตลอดยี่สิบเจ็ดปี เธอสงสัยมาตลอดว่าทำไมแม่แทบไม่แตะต้องเธอ

และทำไมพ่อถึงมองเธอเหมือนเธอเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากเห็น

ตอนนี้คำตอบอยู่ในซองจดหมายที่แม่ของเธอเองเคยต้องการให้ถูกทำลาย

Emily ฉีกซองออก

เธออ่านสองสามบรรทัดแรก

จากนั้นสีหน้าของเธอก็ซีดเผือด

แม่เขียนถึงคืนที่ Emily เกิด

และประมาณกลางหน้ากระดาษ มีประโยคหนึ่งที่ Emily ต้องอ่านซ้ำถึงสามครั้งก่อนจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง

“ถ้าพรุ่งนี้พวกเขาบังคับให้ฉันพาเธอกลับบ้าน ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทำอะไร”

Emily ค่อยๆ ลดจดหมายลง

ตอนนี้ Margaret กำลังร้องไห้

แต่ Emily กลับร้องไม่ออก

เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอเริ่มเข้าใจว่า ความเย็นชาของพ่อแม่เริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เธอจะออกจากโรงพยาบาลเสียอีก

และในซองนั้นยังมีอีกหนึ่งหน้ากระดาษ 😢💔

เรื่องนี้สะเทือนอารมณ์และยากมาก ฉันจึงไม่สามารถใส่รายละเอียดที่เจ็บปวดทั้งหมดไว้ที่นี่ได้ คุณสามารถอ่านตอนต่อได้ผ่านลิงก์ในคอมเมนต์ 👇‼️

ถ้าคุณไม่เห็น ให้เปลี่ยนการตั้งค่าคอมเมนต์จาก “เกี่ยวข้องมากที่สุด” เป็น “ความคิดเห็นทั้งหมด” 👇👇

ตอนที่ 2

Emily จ้องกระดาษหน้าที่สองอยู่นาน ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วคลี่มันออก

ลายมือของแม่เริ่มสั่นและไม่เป็นระเบียบมากขึ้นในช่วงท้าย

แม่เขียนว่า หลังจาก Emily เกิด พ่อของเธอปฏิเสธที่จะอุ้มเธอ

เขายืนอยู่ข้างหน้าต่างโรงพยาบาล ขณะที่แพทย์อธิบายว่าขากรรไกรและฟันของ Emily จะพัฒนาแตกต่างจากปกติ และเธออาจต้องใช้เวลารักษาหลายปี

แต่จากในจดหมาย พ่อแทบไม่ได้ฟัง

เขาถามเพียงคำถามเดียว

“เธอจะหน้าตาแบบนี้ไปตลอดเลยเหรอ?”

Emily หยุดอ่าน

หน้าอกของเธอแน่นจนเจ็บ จนต้องวางจดหมายลง

Margaret เอื้อมมือข้ามโต๊ะมา แต่หยุดก่อนจะสัมผัสเธอ

Emily สังเกตเห็นท่าทางเล็กๆ นั้น

ตลอดชีวิต เธอเคยเห็นคนอื่นชะงักก่อนจะสัมผัสตัวเธอเสมอ

แต่ Margaret ไม่ได้ลังเลเพราะรู้สึกไม่สบายใจ

เธอกำลังรอการอนุญาต

Emily ค่อยๆ วางมือลงบนมือของเธอ

“อ่านต่อเถอะ” Margaret กระซิบ

Emily หยิบจดหมายขึ้นมาอีกครั้ง

แม่เขียนว่าเธอไม่ต้องการให้ใครมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล

ไม่ต้องการให้ญาติถามคำถาม

เธอกลัวมากว่าคนอื่นจะจ้องมองลูก

เกือบสองวัน แม่ของ Emily แทบไม่อุ้มเธอเลย

และตรงนั้นเองที่ Margaret เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว

ตอนนั้นเธอเป็นพยาบาลอยู่ในแผนกสูติกรรม

“ตอนนั้นฉันอายุยี่สิบเก้า” Margaret บอก “เธอเป็นหนึ่งในเด็กทารกที่ฉันต้องดูแล”

Emily มองเธอผ่านม่านน้ำตา

Margaret ยิ้มอย่างเศร้าๆ

“แม่ของเธอไม่ค่อยยอมอุ้มเธอนานๆ เพราะงั้นทุกครั้งที่ฉันมีเวลาว่างไม่กี่นาที ฉันก็จะอุ้มเธอเอง”

ริมฝีปากของ Emily เริ่มสั่น

Margaret พูดต่อ

“ฉันป้อนนมให้เธอ ฉันอุ้มเธอแนบอกแล้วเดินไปรอบโต๊ะพยาบาล เธอเคยกำมือนิ้วฉันแน่นมากจนฉันวางเธอกลับลงเตียงแทบไม่ได้”

Emily ยกมือปิดปาก

ไม่มีใครเคยเล่าเรื่องแบบนี้เกี่ยวกับตอนที่เธอยังเป็นทารกให้ฟังเลย

เรื่องในวัยเด็กทั้งหมดที่เธอเคยได้ยินมีแต่เรื่องการผ่าตัด การพบหมอ และความ “ลำบาก” ต่างๆ

ไม่เคยมีเรื่องที่ใครสักคนมีความสุขที่ได้อุ้มเธอ

แล้ว Margaret ก็พูดประโยคหนึ่งที่ Emily จะจดจำไปตลอดชีวิต

“Emily เธอไม่เคยเป็นคนที่รักยากเลย”

Emily ชะงัก

Margaret บีบมือของเธอ

“สำหรับฉัน เธอไม่เคยน่าเกลียด เธอเป็นแค่เด็กทารกตัวเล็กๆ ที่อยากให้อุ้ม แค่นั้นเอง”

Emily แตกสลาย

ไม่ใช่น้ำตาเงียบๆ แบบที่เธอเรียนรู้จะซ่อนไว้ในห้องน้ำหรือห้องนอน

แต่เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา

ยี่สิบเจ็ดปีที่ปิดปากเวลายิ้ม

ยี่สิบเจ็ดปีที่หลบกล้อง

ยี่สิบเจ็ดปีที่สงสัยว่าตัวเองมีอะไรผิด

ทุกอย่างพรั่งพรูออกมาที่โต๊ะเล็กๆ ในคาเฟ่

“ฉันคิดว่า…” Emily พยายามพูด “ฉันคิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวฉัน ที่ทำให้คนอื่นรักฉันไม่ได้”

Margaret ส่ายหน้าทันที

“ไม่”

“แม่ของฉันเองแทบไม่แตะต้องฉันเลย”

“ฉันรู้”

“พ่อของฉันยังบอกไม่ได้เลยว่าฉันสวย”

“ฉันรู้”

“เด็กๆ เรียกฉันว่าน่าเกลียดทุกวัน”

ดวงตาของ Margaret เต็มไปด้วยน้ำตา

จากนั้นเธอก็โน้มตัวเข้ามาใกล้

“แล้วหลังจากได้ยินมันบ่อยๆ สุดท้ายเธอก็เริ่มพูดคำนั้นกับตัวเองใช่ไหม?”

Emily จ้องมองเธอ

มันเจ็บปวด เพราะมันเป็นเรื่องจริง

เด็กที่เคยรังแกเธอเติบโตและหายไปจากชีวิตแล้ว

แต่ Emily ยังคงพกเสียงของพวกเขาไว้ในหัว

ทุกครั้งที่มองกระจก

ทุกครั้งที่ถ่ายรูป

ทุกครั้งที่พบใครเป็นครั้งแรก

ทุกครั้งที่มีใครมองเธอ

น่าเกลียด

Margaret ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเป็นครั้งสุดท้าย

ครั้งนี้เธอหยิบรูปถ่ายอีกใบออกมา

ในรูปคือ Margaret ตอนยังสาว นั่งอยู่บนเก้าอี้ในโรงพยาบาล

ในอ้อมแขนของเธอคือ Emily ที่เพิ่งเกิด

Margaret กำลังยิ้มมองเด็กทารก

ไม่ใช่รอยยิ้มฝืนๆ

ไม่ใช่สีหน้าที่ดูอึดอัด

แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่รู้สึกว่า การได้อุ้มเด็กคนนี้คือสิ่งที่เธออยากทำจริงๆ

Emily จ้องภาพนั้นจนน้ำตาทำให้ทุกอย่างพร่ามัว

“ทำไมคุณถึงเก็บรูปนี้ไว้?”

Margaret กลืนน้ำลาย

“เพราะตอนที่พ่อแม่ของเธอตัดสินใจพาเธอกลับบ้าน ฉันรู้ว่าฉันอาจจะไม่ได้เจอเธออีกเลย”

แล้วเธอก็ลังเล

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”

Emily เงยหน้าขึ้น

เสียงของ Margaret เบาลง

“พ่อแม่ของเธอเคยพูดกันอยู่ช่วงหนึ่งว่าจะยกเธอให้คนอื่น”

Emily นิ่งสนิท

“แล้วฉันก็บอกนักสังคมสงเคราะห์ว่า ถ้าพวกเขาไม่ต้องการเธอจริงๆ…”

เสียงของ Margaret แตกพร่า

“…ฉันจะรับเธอเอง”

Emily ยกมือขึ้นปิดปาก

ตอนนี้ Margaret ก็ร้องไห้เช่นกัน

“ฉันรู้จักเธอแค่สองวันเอง Emily สองวัน แต่ฉันก็พร้อมที่จะพาเธอกลับบ้านแล้ว”

ประโยคนั้นทำลายความเชื่อที่ Emily แบกไว้ตลอดยี่สิบเจ็ดปี

พ่อแม่ของเธอใช้เวลาทั้งชีวิตทำให้เธอรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่ไม่มีใครรักได้

แต่ผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้จักเธอเพียงสี่สิบแปดชั่วโมง กลับเคยพร้อมที่จะรับเธอเป็นครอบครัว

เย็นวันนั้น Emily ไปบ้านพ่อแม่

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอไม่ซ่อนฟันเวลาพูด

เธอวางจดหมายลงบนโต๊ะในครัว

แม่ของเธอหน้าซีด

พ่อไม่ยอมสบตา

Emily ถามเพียงคำถามเดียว

“ฉันรักยากขนาดนั้นจริงๆ เหรอ?”

แม่เริ่มร้องไห้

“พวกเรากลัว เราไม่รู้ว่าชีวิตของลูกจะเป็นยังไง”

“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันถาม”

ความเงียบปกคลุมห้อง

ในที่สุดพ่อก็กระซิบ

“เราให้ทุกอย่างที่ลูกต้องการแล้ว”

Emily พยักหน้าช้าๆ

“ใช่ อาหาร เสื้อผ้า หมอ โรงเรียน”

จากนั้นเสียงของเธอก็สั่น

“แต่ตลอดวัยเด็ก ฉันขอเพียงสิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องใช้เงินเลย”

ไม่มีใครตอบ

“กอดสักครั้ง”

แม่ก้มหน้า

“รูปถ่ายสักใบที่พวกคุณดูภูมิใจที่มีฉันเป็นลูก”

Emily เช็ดน้ำตา

“แค่สักครั้งที่ได้ยินพ่อบอกว่าฉันสวย แม้ว่าพ่อจะไม่ได้เชื่อจริงๆ ก็ตาม”

ดวงตาของพ่อเต็มไปด้วยน้ำตา

แต่ Emily ไม่ต้องการคำตอบของเขาอีกแล้ว

เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอเข้าใจว่า การที่พวกเขาไม่สามารถรักเธออย่างที่ควร ไม่เคยเป็นหลักฐานว่าเธอไม่น่ารัก

มันเป็นหลักฐานถึงความล้มเหลวของพวกเขาเอง

Emily เดินออกจากบ้าน

บ่ายวันรุ่งขึ้นคือวันเกิดครบรอบยี่สิบเจ็ดปีของเธอ

เมื่อเธอมาถึงคาเฟ่ ไฟในร้านถูกหรี่ลง

Margaret อยู่ที่นั่น

รวมถึงเพื่อนร่วมงานหลายคนที่ Emily เคยคิดมาตลอดว่าเพียงแค่ทนอยู่กับเธอ

บนโต๊ะมีเค้กก้อนเล็กๆ

ไม่แพง

ไม่หรูหรา

แต่ทันทีที่ Emily เดินเข้ามา ทุกคนเริ่มร้องเพลงวันเกิด

หลายวินาที เธอได้แต่ยืนอยู่ตรงประตู

ไม่มีใครจัดงานวันเกิดให้เธอตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก

Margaret เดินเข้ามากอดเธอ

ครั้งนี้ Emily ไม่เกร็งตัว

เธอโอบแขนทั้งสองข้างรอบ Margaret และกอดแน่น

ต่อมา มีคนยกโทรศัพท์ขึ้นแล้วพูดว่า

“Emily ยิ้มหน่อย!”

สัญชาตญาณเก่ากลับมาอีกครั้ง

ปิดปาก

หันหน้า

ซ่อนตัวเอง

แต่แล้วเธอก็มอง Margaret

Margaret กำลังยิ้มให้เธอ

Emily ค่อยๆ ลดมือลง

และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เธอยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่จะยิ้มได้

เห็นฟัน

เห็นขากรรไกร

เห็นทุกสิ่งที่เธอพยายามซ่อนไว้มาทั้งชีวิต

รูปนั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบ

แต่ Emily รักมัน

หลายเดือนต่อมา เธอกลับไปทำการบำบัดการพูดอีกครั้ง และพบผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการรักษาที่เธอเลื่อนมานานหลายปี

แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ทำเพราะต้องการสวยพอให้ใครสักคนรัก

เธอทำเพราะในที่สุดก็ได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเคยสอนเธอตอนเป็นเด็ก

ความรักไม่ควรเป็นรางวัลที่เราจะได้รับก็ต่อเมื่อเรากลายเป็นคนที่คนอื่นมองแล้วสบายตาขึ้น

และทุกครั้งที่ Emily มองรูปเก่าในโรงพยาบาลที่ Margaret กำลังอุ้มเธอตอนเป็นทารก เธอจะนึกถึงประโยคที่ในที่สุดก็ทำให้คำว่า “น่าเกลียด” ในหัวของเธอเงียบลง

“เธอไม่เคยเป็นคนที่รักยากเลย” ❤️

Rate article
Add a comment